head-prachapattanawit
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ โรงเรียนประชาพัฒนาวิทย์
วันที่ 30 กรกฎาคม 2021 11:10 PM
head-prachapattanawit
โรงเรียนประชาพัฒนาวิทย์
หน้าหลัก » นานาสาระ » เรียนรู้เรื่องราวของกาแฟกับคุณตา

เรียนรู้เรื่องราวของกาแฟกับคุณตา

อัพเดทวันที่ 3 พฤศจิกายน 2020

เรียนรู้เรื่องราวของกาแฟกับคุณตา

เรียนรู้เรื่องราวของกาแฟ

เรียนรู้เรื่องราวของกาแฟ ทุกเช้าที่ฉันตื่นขึ้นมาจะได้เห็นคุณตานั่งจิบกาแฟไปพร้อมกับอ่านหนังสือพิมพ์ประจำวันที่มีคนขายหนังสือพิมพ์มาส่งให้  ฉันมักชอบสูดกลิ่นหอมๆ ของกาแฟอยู่เป็นประจำ  แต่ยังไม่มีโอกาสได้ดื่มสักทีเพราะคุณแม่บอกว่าฉันนั้นยังเด็กเกินไปที่จะดื่มกาแฟ   เช้าวันนี้ก็เช่นกัน หลังจากล้างหน้าแปรงฟันแล้ว ฉันเดินออกจากห้องนอน ผ่านห้องพักผ่อนก็เห็นคุณตานั่งจิบกาแฟอยู่เหมือนเดิม  ฉันเดินตามกลิ่นกาแฟเข้าไปยืนข้างๆ เก้าอี้ของคุณตา พร้อมกับถามขึ้นว่า “คุณตาครับ  ทำไมคุณตาถึงชอบดื่มกาแฟ ภูมิเห็นคุณตาดื่มทุกเช้าเลยครับ”  

คุณตาเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ฉัน “อยากดื่มบ้างละสิ ถึงได้เข้ามาถามแต่เช้าแบบนี้”  ฉันหัวเราะเบาๆ แก้เขินที่คุณตารู้ทันไปเสียทุกเรื่อง “ภูมิยังเด็กอยู่นะ  รอให้โตขึ้นก่อน  แล้วตาจะ ชงกาแฟ ให้ดื่ม”  ฉันเลยถามคุณตาต่อไปว่า “กาแฟมันมาจากไหนเหรอครับ ภูมิเห็นคุณตาเก็บกาแฟเป็นเม็ดๆ เอาไว้ในโหล”  คุณตาเก็บโหลใส่กาแฟไว้ในครัว ใกล้ๆ กันก็มีเครื่องบดเมล็ดกาแฟและเครื่องชงกาแฟ

“ตาซื้อมาจากเพื่อนที่เค้าอยู่ทางภาคเหนือ  เค้าปลูกกาแฟขายไปทั่วประเทศเลยนะ  เป็นกาแฟที่มีคุณภาพดีมากด้วยล่ะ”  ฉันเลยถือโอกาสเข้าไปนั่งใกล้กับคุณตา  กาแฟที่คุณตาดื่มเป็นกาแฟสีดำเข้ม แต่กลิ่นนั้นหอมมาก สมกับที่คุณตาบอกว่าคุณภาพกาแฟดีมากจริงๆ  “อันที่จริงแล้ว ประเทศไทยเราไม่ได้มีต้นกาแฟมาตั้งแต่เริ่มแรกหรอกนะ  เราเอาเข้ามาจากต่างประเทศแล้วปลูกจนแพร่หลายในตอนนี้   ต้นกำเนิดของกาแฟจริงๆ แล้ว  อาจจะอยู่ที่เอธิโอเปียเพราะที่ประเทศนั้นเค้ามีตำนานที่เล่าเรื่อง คาลดีกับแพะเต้นระบำของเขา  เป็นเรื่องราวของคาลดี คนเลี้ยงแพะที่พบว่าแพะกินผลไม้สีแดงซึ่งก็คือผลกาแฟนั่นเอง แล้วถึงกับไม่หลับไม่นอน พวกแพะพากันกระโดดโลดเต้นกันตอนกลางคืน”

ด้วยความสงสัย ฉันเลยถามคุณตาว่า “กาแฟเม็ดสีแดงหรอครับ  แต่ทำไม่เม็ดกาแฟที่คุณตาเก็บไว้ถึงมีสีน้ำตาลละครับ  มันเสียแล้วหรือเปล่า”  คุณตาหัวเราะชอบใจ “ภูมินี่ชอบจับผิดตาจังเลยนะ  ที่เป็นสีแดงก็คือเปลือกกาแฟ  ส่วนเม็ดข้างในน่ะสีน้ำตาลอ่อน  แต่ที่สีเข้มมากเพราะเค้าเอาไปคั่วยังไงล่ะ  เดี๋ยวเรื่องตำนานกาแฟนี่ยังไม่จบนะ เพราะยังมีอีกตำนานที่เกิดในเยเมน เค้าเรียกว่าตำนานโอมาร์ นักบวช โอมาร์เป็นนักบวชและหมอพื้นบ้านที่มีชื่อเสียงของเมืองโมจา แต่ถูกขับออกจากเมืองเพราะผู้นำในเมืองอิจฉา    แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีโชคดี โอมาร์ไปพบต้นไม้ที่มีผลสีแดง พอกินแบบดิบๆ แล้วมันขมมาก  โอมาร์ก็เลยลองเผาผลไม้นั้นซะก่อน  และด้วยความที่ร้อนก็เลยนำไปแช่น้ำ  พอดื่มก็พบว่าเครื่องดื่มที่ได้มาช่วยให้หายหิวและดับกระหายได้ดี ต่อมาโอมาร์ได้กลับไปที่เมืองแล้วใช้เครื่องดื่มดังกล่าวเป็นยารักษาโรค”  

“ภูมิไปอาบน้ำหรือยังลูก”  เสียงคุณแม่ถามมาจากในครัว “อาบน้ำแล้ว จะได้มาทานข้าวเช้ากัน”  แหมคุณแม่เข้ามาขัดจังหวะการฟังเรื่องสนุกๆ   ฉันเลยตอบไปว่า “คุยกับคุณตาอยู่ครับ  คุณตาเล่าเรื่องสนุกๆ ให้ภูมิฟังอยู่” คุณตาเลยบอกกับฉันว่า “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน  วันเสาร์นี้ตาจะพาไปพิพิธภัณฑ์กาแฟ  เราจะไปดูให้เห็นกับตาทั้งสองข้างเลยว่า กว่าจะมาเป็นกาแฟที่ตาดื่มทุกเช้านี่ มันมีที่มาที่ไปยังไงบ้าง”

“เย้ๆ  คุณตาจะพาไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์”  ฉันร้องด้วยความดีใจ  ก่อนจะกระโดดโลดเต้นไปอาบน้ำแต่งตัว  พร้อมกับใจจดใจจ่อรอให้ถึงวันเสาร์เร็วๆ

เช้าวันเสาร์มาถึงแล้ว  วันนี้อากาศดีมากแดดอ่อนๆ เหมาะกับการออกไปนอกบ้านเป็นอย่างยิ่ง  ตอนนี้เราสองคนตาหลานก็พร้อมจะนั่งรถประจำทางไปยังพิพิธภัณฑ์กาแฟแล้ว  พิพิธภัณฑ์นี้อยู่ห่างจากตัวเมืองไปเล็กน้อยใช้เวลานั่งรถประจำทางไปประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึง  คุณตาพาฉันไปเข้าแถวเพื่อซื้อบัตรผ่านเข้าชม  วันนี้มีคนพาลูกหลานมาพิพิธภัณฑ์ไม่มากสักเท่าไหร่  ทำให้ไม่ต้องเบียดเสียดกันเกินไป   เมื่อเข้าไปในอาคารก็มีภาพแสดงถึงตำนานการค้นพบกาแฟเหมือนกับที่คุณตาเล่าให้ฟัง    บนบอร์ดประวัติของกาแฟยังอธิบายถึงความเป็นมาของชื่อเรียก “กาแฟ” หรือ “คอฟฟี่” ด้วย  โดยเป็นคำที่มาจากภาษาอารบิกว่า “กาห์วาห์”   แล้วเพี้ยนมาเป็น “คาห์เวห์” ในภาษาตุรกี  และเป็น“คอฟฟี่”  ในภาษาอังกฤษ

เมื่อมาถึงบริเวณจัดแสดงเกี่ยวกับต้นกาแฟ  ฉันจึงได้เห็นต้นกาแฟ  ดอก  และผลกาแฟ ซึ่งมีสีแดงแบบที่คุณตาเล่าจริงๆ  คุณตาช่วยอธิบายถึงกระบวนการผลิตกาแฟว่า “การจะได้กาแฟมาสักแก้ว เค้าจะเริ่มต้นจากการเก็บเกี่ยวผลกาแฟก่อน  แต่เมื่อเก็บมาได้แล้วก็ต้องเริ่มการแปรรูปให้เร็วที่สุด  ไม่อย่างนั้นแล้วผลกาแฟจะเน่าเสีย”  จากนั้นคุณตาชี้ให้ดูแผนผังของการผลิตกาแฟ “กระบวนการแปรรูปที่เค้านิยมใช้กันคือ วิธีแบบเปียก  เป็นวิธีการแยกเนื้อออกจากผลกาแฟเชอร์รี่ที่เก็บเกี่ยวได้  ซึ่งจะเหลือเพียงเมล็ดกาแฟที่มีเยื่อหุ้มก่อนเอาไปทำแห้ง ในรูปนี่เค้าจะแสดงให้เห็นว่าผลกาแฟมันมีหลายชั้น  ตั้งแต่เปลือกไปจนถึงเมล็ด”   

เรียนรู้เรื่องราวของกาแฟ สำหรับกรรมวิธีแบบเปียกนี้ ผลกาแฟเชอร์รี่สดจะถูกป้อนเข้าเครื่องแยกเยื่อเพื่อแยกเนื้อและเยื่อออกจากเมล็ดกาแฟ  จากนั้นเมล็ดกาแฟจะถูกแยกออกจากกันด้วยน้ำหนักเมื่อผ่านช่องที่มีน้ำ เมล็ดที่มีน้ำหนักเบาจะลอยขึ้นไปด้านบน  ในขณะที่เมล็ดสุกที่หนักกว่าจะจมลงสู่ด้านล่าง   ก่อนจะผ่านชุดของลูกกลิ้งหมุนซึ่งแยกเมล็ดออกมาตามขนาด  หลังจากการแยก  เมล็ดกาแฟจะถูกส่งไปยังถังหมักบรรจุน้ำขนาดใหญ่   โดยอยู่ในถังเหล่านี้เป็นเวลาตั้งแต่ 12 ถึง 48 ชั่วโมงเพื่อกำจัดชั้นเมือกที่ลื่น (เรียกว่าพาเรนไคมา) และยังติดอยู่กับเยื่อเมล็ด  ขณะที่อยู่พักในถังนี้ เอนไซม์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจะทำให้ชั้นนี้สลายไป หลังการหมักเสร็จสิ้น  เมล็ดกาแฟจะมีผิวหยาบและพร้อมจะนำไปสู่การทำแห้งต่อไป  

ฉันเดินไปพร้อมกับฟังคุณตาอธิบายอย่างสนอกสนใจ แม้แผนผังจะดูซับซ้อนสำหรับเด็กอย่างฉัน  แต่คำอธิบายของคุณตาก็ทำให้เข้าใจได้ดีขึ้น  จากนั้นจึงมาถึงการคั่วกาแฟ ซึ่งเป็นกระบวนการให้ความร้อนกับเมล็ดกาแฟดิบจนเกิดการเปลี่ยนแปลงสารดั้งเดิมในเมล็ดกาแฟดิบให้กลายเป็นสารที่ให้กลิ่นและรสชาติที่แตกต่างกันเวลาชงเป็นเครื่องดื่ม โดยกาแฟแต่ละชนิดจะมีสภาวะที่เหมาะสมในการคั่วแตกต่างกัน กาแฟบางชนิดเหมาะสําหรับการคั่วแบบอ่อนเท่านั้น แต่บางชนิดสามารถคั่วให้เข้มมากขึ้นจากจุดที่เหมาะสมที่สุดได้ เพื่อให้ความเข้มข้นกลบกลิ่นและรสที่ไม่ต้องการบางอย่าง  คุณตาบอกว่า “การคั่วกาแฟมีหัวใจสําคัญคือ อุณหภูมิกับระยะเวลา โดยปกติแล้วการคั่วกาแฟจะใช้ความร้อนประมาณ 180-240 องศาเซลเซียส และใช้เวลาประมาณ 10-20 นาที ซึ่งการคั่วกาแฟที่ความร้อนต่างกันและอุณหภูมิต่างกัน เป็นที่มาของรสชาติกาแฟชนิดต่างๆ”

จากนั้นเมล็กกาแฟคั่วก็พร้อมที่จะนำไปบดแล้วสกัดน้ำกาแฟออกมาดื่มต่อไป  และในส่วนสุดท้ายของการเข้าชม ทางพิพิธภัณฑ์ได้จัดมุมชิมกาแฟ โดยให้ผู้เข้าชมมีโอกาสชิมเปรียบเทียบความแตกต่างของกาแฟแต่ละชนิด  ซึ่งคุณตาก็ไม่รีรอที่จะเข้าไปชิม  สำหรับฉันก็คงทำได้เพียงนั่งสูดกลิ่นกาแฟอยู่ข้างๆ คุณตาเช่นเคย   แต่แล้วคุณตาก็พาฉันไปทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารของพิพิธภัณฑ์ ซึ่งปิดท้ายด้วยไอศกรีมรสกาแฟ ซึ่งคุณตาบอกว่า “เค้าไม่ได้ใส่กาแฟแบบเข้มข้น ก็มีกลิ่นรสกาแฟแบบที่เด็กๆ แบบภูมิสามารถทานได้นะ”  วันนี้ได้ทั้งความอร่อยและความรู้ด้วย  “ขอบคุณนะครับคุณตา  ภูมิรักคุณตามากที่สุดเลย”

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook

นานาสาระ ล่าสุด
โรงเรียนประชาพัฒนาวิทย์
โรงเรียนประชาพัฒนาวิทย์
โรงเรียนประชาพัฒนาวิทย์
โรงเรียนประชาพัฒนาวิทย์