head-prachapattanawit
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ โรงเรียนประชาพัฒนาวิทย์
วันที่ 30 พฤศจิกายน 2021 10:58 AM
head-prachapattanawit
โรงเรียนประชาพัฒนาวิทย์
หน้าหลัก » นานาสาระ » หลอดเลือดสมอง คำแนะนำของแพทย์ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง

หลอดเลือดสมอง คำแนะนำของแพทย์ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง

อัพเดทวันที่ 25 พฤศจิกายน 2021

หลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดสมองได้เพิ่มเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ โรคหลอดเลือดสมองแบ่งออกเป็นภาวะเลือดออกในสมองและกล้ามเนื้อสมองตาย ไม่เพียงแต่โรคที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงสุดแต่ยังเป็นโรคที่มีอัตราการทุพพลภาพสูงสุดด้วย ตามสถิติ 50 เปอร์เซ็นต์ของจังหวะจะเหลือผลที่ตามมาไม่มากก็น้อย

การป้องกันดีกว่าการรักษาและการป้องกันดีกว่าการรักษา เมื่อเร็วๆนี้สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติได้ออกแนวทางการป้องกัน และรักษาโรคหลอดเลือดสมอง อย่างแรกเลยคือ ทุกคนคงวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดี คนไม่แข็งแรงควรปรับปรุงโดยเร็วที่สุด ยืนหยัดในการอยู่ห่างจากบุหรี่และแอลกอฮอล์ ออกกำลังกาย เลื่อนอาหารไขมันต่ำและน้ำตาลต่ำ ควบคุมน้ำหนัก มีทัศนคติที่ดี

หลอดเลือดสมอง

ทั้งนี้เพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมองเบื้องต้น นอกเหนือจากรากฐานเหล่านี้แล้ว คณะกรรมการสุขภาพยังได้ให้คำแนะนำโดยละเอียดเพิ่มเติม โดยหลักแล้วต้องทำสิ่งต่อไปนี้ ประการแรก ถ้าความดันโลหิตเกิน 130ต่อ80 มิลลิเมตรปรอท ควรควบคุมความดันโลหิต ในประเทศของเรามาตรฐานความดันโลหิตสูงคือ มากกว่า 140 ต่อ 90 มิลลิเมตรปรอท แต่ไม่ได้หมายความว่า มากกว่า 130 ต่อ 80 มิลลิเมตรปรอท

ซึ่งเป็นความดันโลหิตในอุดมคติ มากกว่า 130 ต่อ 80 มิลลิเมตรปรอทเป็นค่าปกติที่สูง การศึกษาจำนวนมากได้ยืนยันว่าความดันโลหิตมากกว่า 130 ต่อ 80 มิลลิเมตรปรอท จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงสูงที่เป็นโรคเบาหวาน โรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ดังนั้น ความดันโลหิตมากกว่า 130 ต่อ 80 มิลลิเมตรปรอท

ควรเริ่มควบคุมความดันโลหิตด้วยการเสริมสร้างชีวิตที่มีสุขภาพดี เช่น การออกกำลังกาย การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ การลดน้ำหนักและวิธีอื่นๆ หากมีหลายปัจจัยเสี่ยงสูงแพทย์ประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด มากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือเบาหวานชนิดที่ 2 หรือโรคไตเรื้อรังรวมกัน ถ้าความดันโลหิตมากกว่า 130 ต่อ 80 มิลลิเมตรปรอท

ควรเริ่มการรักษาด้วยยาลดความดันโลหิตโดยเร็วที่สุด คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติยังแนะนำให้ผู้ที่มีอายุมากกว่า 35 ปี ควรวัดความดันโลหิตอย่างน้อยปีละครั้ง สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อความดันโลหิตสูง เช่น ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน นอนดึก ดื่มมากและไม่ออกกำลังกาย ควรวัดความดันโลหิตทุก 3 ถึง 6 เดือน การตรวจพบแต่เนิ่นๆและการควบคุมตั้งแต่เนิ่นๆ

ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง ที่เกิดจากความดันโลหิตสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประการที่สอง ระบุเบาหวานและก่อนเบาหวานให้เร็วที่สุด นอกจากความดันโลหิตสูงแล้วสาเหตุหลักอื่นๆของโรคหลอดเลือดสมองก็คือโรคเบาหวาน สำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงบางกลุ่ม ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงหรือไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน ควรตรวจทุกปีเพื่อดูว่าน้ำตาลในเลือด

และเฮโมโกลบินไกลโคซิเลตเป็นปกติหรือไม่ การตรวจหาเบาหวานและภาวะก่อนเป็นเบาหวานตั้งแต่เนิ่นๆ หากระดับน้ำตาลในเลือดที่อดอาหารสูงกว่า 7.0 มิลลิโมล ต่อลิตร หรือน้ำตาลในเลือดแบบสุ่มสูงกว่า 11.1 มิลลิโมล ต่อลิตร หรือค่าไกลโคซิเลตเฮโมโกลบิน สูงกว่า 6.5 เปอร์เซ็นต์ จะต้องพิจารณาโรคเบาหวานและต้องได้รับการรักษาอย่างสม่ำเสมอ ในระยะเริ่มต้นของโรคเบาหวานหรือก่อนเป็นเบาหวาน

คนส่วนใหญ่ไม่มีอาการใดๆมากกว่าหนึ่งและน้อยกว่า ดังนั้น การตรวจเลือดสามารถใช้เพื่อตรวจหาเบาหวานในระยะเริ่มต้น รักษาเบาหวานในระยะเริ่มต้น และลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง ที่เกิดจากโรคเบาหวาน ประการที่สาม ภาวะไขมันในเลือดสูง ใช้สแตตินที่มีความเข้มข้นปานกลางความเสี่ยงสูง 3 ระดับเรียกว่าเสี่ยงสูง 3 เนื่องจากอันตรายจากเสี่ยงสูง 3 แบบมักจะเหมือนกัน

นอกจากความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานแล้ว ภาวะไขมันในเลือดสูงยังเป็นสาเหตุหลักของโรคหลอดเลือดสมองอีกด้วย คณะกรรมการสุขภาพแนะนำว่าหลังจากอายุ 20 ปี ให้ตรวจไขมันในเลือด 4 ตัวอย่างน้อยทุกๆ 5 ปี เพื่อดูว่าคอเลสเตอรอลรวม คอเลสเตอรอลไลโปโปรตีนความหนาแน่นต่ำ คอเลสเตอรอลไลโปโปรตีนความหนาแน่นสูง และไตรกลีเซอไรด์เป็นปกติหรือไม่

ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 40 ปีหรือหลังวัยหมดประจำเดือนควรได้รับการตรวจระดับไขมันในเลือด 4 ครั้งทุกปี และไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดในอีก 10 ปีข้างหน้า สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูงผิดปกติ หลังจากการประเมินของแพทย์ขอแนะนำให้ใช้ยากลุ่มสแตติเป็นตัวเลือกแรก

และควรลดคอเลสเตอรอลไลโปโปรตีนชนิดความหนาแน่นต่ำให้ต่ำกว่า 1.8 มิลลิโมล ต่อลิตร เพื่อลดความเสี่ยงของโรค หลอดเลือดสมอง ที่เกิดจากไขมันในเลือดสูง ประการที่สี่ สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว ประเมินความเสี่ยงและหากจำเป็น ให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการใจสั่นและใจสั่น จำเป็นต้องใช้ ECG หรือการบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เพื่อประเมินว่ามีภาวะหัวใจห้องบนหรือไม่ สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจห้องบนที่ชัดเจน จำเป็นต้องมีการประเมินของแพทย์เพื่อตัดสินใจว่าจะรักษาพวกเขาด้วยยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือไม่

อ่านต่อได้ที่>>> ครอบครอง การศึกษาผลกระทบของการครอบครอง

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook

นานาสาระ ล่าสุด
โรงเรียนประชาพัฒนาวิทย์
โรงเรียนประชาพัฒนาวิทย์
โรงเรียนประชาพัฒนาวิทย์
โรงเรียนประชาพัฒนาวิทย์